🏠⚖️
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้ตัวเอง ผู้ซื้อต่อจะได้ที่ดินไหม ?📌
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3346/2569ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ผู้ซื้อต่อจะสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนแล้ว ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์" 👇
━━━━━━━━━━━━━━━
📝 สรุปสั้น ๆ
━━━━━━━━━━━━━━━
ทายาทแต่ละคนเข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัดตามที่ตกลงกัน แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ก็ฟ้องร้องบังคับได้ (ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง)
เมื่อผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้ตัวเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาท จึงเป็นการทำผิดหน้าที่และนอกขอบอำนาจ ไม่ทำให้ได้กรรมสิทธิ์
ผู้ซื้อต่อจึงไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน (ป.พ.พ. มาตรา 1336) 🚫
━━━━━━━━━━━━━━━
💡 4 ประเด็นสำคัญ
━━━━━━━━━━━━━━━
1️⃣ ทายาทเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด
✅ ไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือก็มีผลบังคับได้ ต่างจากการแบ่งโดยสัญญาตามวรรคสอง ซึ่งต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
2️⃣ ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองโดยมิชอบ
✅ เป็นการผิดหน้าที่และนอกขอบอำนาจ ไม่มีผลให้ผู้จัดการมรดกได้กรรมสิทธิ์
3️⃣ ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน
✅ แม้ผู้ซื้อต่อจะสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนแล้ว ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ เพราะผู้โอนเองไม่มีกรรมสิทธิ์ เจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาคืนได้ตามมาตรา 1336
4️⃣ ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องเอง
✅ แม้โจทก์ไม่ได้ฎีกาในประเด็นคำขอบังคับให้โอนที่ดินแก่ตน
━━━━━━━━━━━━━━━
📑 โจทก์ฟ้องว่าอย่างไร ?
━━━━━━━━━━━━━━━
🔸 ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาท (โฉนดเลขที่ 41182) พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง
🔸 ให้กรรมสิทธิ์กลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก
🔸 ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์
🔸 หากไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
━━━━━━━━━━━━━━━
🛡️ จำเลยต่อสู้อย่างไร ?
━━━━━━━━━━━━━━━
▪️ จำเลยที่ 1 (ผู้จัดการมรดก) ขาดนัดยื่นคำให้การ
▪️ จำเลยที่ 2 (ผู้ซื้อ) ขอให้ยกฟ้อง อ้างว่ารับซื้อโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว
━━━━━━━━━━━━━━━
🏛️ ผลคดีแต่ละชั้นศาล
━━━━━━━━━━━━━━━
⚖️ ศาลชั้นต้น
เพิกถอนรายการจดทะเบียนซื้อขาย ไถ่ถอน ขายฝาก ระหว่างจำเลยทั้งสอง และเพิกถอนการโอนมรดกในที่ดิน 41182 เฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทอื่น 2 ใน 3 ส่วน ให้ที่ดินกลับเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก
⚖️ ศาลอุทธรณ์ภาค 9
แก้เป็นให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินพิพาทให้ตกแก่โจทก์ทั้งแปลง ไม่ใช่เพียง 2 ใน 3 ส่วน
⚖️ ศาลฎีกา
ยืนตามศาลอุทธรณ์ และแก้เพิ่มว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
💰 ค่าใช้จ่ายในชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
━━━━━━━━━━━━━━━
🔍 เหตุผลที่ศาลฎีกาตัดสิน
━━━━━━━━━━━━━━━
1️⃣ ทายาทเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด 🏡
เมื่อ ว. ถึงแก่ความตาย ทายาททั้งสามตกลงแบ่งทรัพย์มรดกตามคำบอกของ ว. จำเลยที่ 1 และ ช. จดทะเบียนโอนที่ดินส่วนของตนไปแล้ว ส่วนที่ดินพิพาท โจทก์เข้าอยู่อาศัยตั้งแต่ก่อน ว. ตายและพักอาศัยต่อเนื่องตลอดมา แม้ช่วงต้องโทษจำคุกก็ถือว่าครอบครองตามข้อตกลง จึงเข้าลักษณะทายาทต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด ที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งแปลง
2️⃣ ผู้จัดการมรดกผิดหน้าที่และนอกขอบอำนาจ 🚫
จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าที่ดินเป็นของโจทก์ แต่โอนให้ตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอม ไม่เป็นไปเพื่อการจัดการมรดก จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์
3️⃣ ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน 🔗
เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีกรรมสิทธิ์ จึงโอนขายให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ จำเลยที่ 2 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ แม้จะรับซื้อโดยสุจริต โจทก์ในฐานะเจ้าของมีสิทธิติดตามเอาคืนตามมาตรา 1336
4️⃣ ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องเอง ✏️
โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และมีคำขอให้โอนที่ดินแก่ตน แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้พิพากษาตามคำขอส่วนนี้ ศาลฎีกาจึงแก้ไขเองได้ แม้โจทก์ไม่ได้ฎีกา
━━━━━━━━━━━━━━━
🎯 หลักสำคัญของฎีกานี้
━━━━━━━━━━━━━━━
📍 ทายาทที่เข้าครอบครองทรัพย์มรดกตามที่ตกลงแบ่งกัน ไม่ต้องมีหนังสือก็มีสิทธิบังคับได้
📍 ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตัวเองโดยมิชอบ ไม่ได้กรรมสิทธิ์
📍 ผู้ซื้อต่อแม้สุจริตและจดทะเบียนแล้ว ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ หากผู้โอนไม่มีกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ต้น
━━━━━━━━━━━━━━━
📞 ปรึกษาคดีมรดก คดีที่ดิน กับ
Jetsarid Lawyer Office━━━━━━━━━━━━━━━
👨⚖️ ทนายเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์
คดีมรดก ทนายความ ทนายขอนแก่น แย่งกรรมสิทธิ์ที่ดิน